นโยบายและแผนการตลาดของ ยูทิลิตี้เซ็นเตอร์
 

            ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา กาแฟช้างแดง มี ความพยายามในการสร้างคน สร้างชุมชน สร้างวิถีชีวิตที่กินดีอยู่ ด้วยแนวคิดภายใต้กรอบที่ว่าชุมชนอยู่ร่วมกันอย่างเข้มแข็งและแบ่งปัน ทั้งระหว่างคนกับคน ระหว่างคนกับป่า ระหว่างคนกับธรรมชาติ และการยืนหยัดด้วยตัวเอง  แต่ละพื้นที่มีจุดแข็งจุดเด่น ศักยภาพ สภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศที่แตกต่างกัน   ชุมชนย่อมรู้วิถีของเขา การเข้าไปช่วยเขา แต่ไม่ใช่คิดแทนเขา ให้เขามีส่วนในวิถีของเขา ต้องมองให้เห็นในสิ่งที่เขา เป็น-อยู่-คือ (อะไร) เพราะนั่นคือคำตอบ

                เรามุ่งสร้างคน ส่วนธุรกิจมาทีหลัง ธุรกิจเกิดขึ้นเองจากการสนับสนุนให้โตขึ้นมาจากคนที่เราสร้าง วันนี้เรามีผลผลิตของเราเอง และซื้อจากชาวเขา  นั่นหมายความว่าผลผลิตกาแฟใช้เงินในการรับซื้อประมาณ 1.5 ล้านบาทต่อวัน ช้างแดงเราทำ 60% ของผลผลิตบนดอย ที่เหลือมีชาวเขาจากชุมชนต่างๆ มาขายให้เรา แต่ชาวเขาเองก็ต้องมีความซื่อสัตย์ในคุณภาพสินค้า อย่างปีที่แล้วมีออร์เดอร์จากเยอรมัน 1,500 กว่าตัน หรือตัวอย่างล่าสุด สิงคโปร์มาสั่งซื้อเช่นกัน  ดังนั้นก่อนฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตกาแฟ จะมีเม็ดเงินสะพัดขึ้นมาบนนี้เดือนละ  60-70 ล้านบาท เม็ดเงินเหล่านี้ขึ้นมาในช่วงตั้งแต่พฤษภาคม โดยจะเอาเงินขึ้นมาก่อนแล้ว วางให้คนนี้ 7 ล้าน คนนี้ 10 ล้าน  แต่เราจะซื้อจากเกษตรกรของเราที่ซื่อสัตย์ต่อกัน เพราะที่ผ่านมาคนขับรถซื้อของเก่าขนกาแฟด้อยคุณภาพขึ้นมาขายบนนี้ เขาซื้อจากข้างล่างราคา 11 บาทต่อกิโลกรัม มาขายบนนี้ 20 บาทต่อกิโลกรัม บนนี้ขายต่อ 25-28 บาท แค่เอาขึ้นมาขายบนนี้ตันเดียวก็กำไรเป็นหมื่นบาทแล้ว

                 เราดูแลชาวบ้าน เกษตรกร เรามั่นใจว่าชาวบ้านที่ซื่อสัตย์ตอนนี้มีมากพอแล้ว มีส่วนน้อยเท่านั้นที่ไม่ซื่อสัตย์คือกลุ่มที่รวบรวมผลผลิตกาแฟ ที่ไปขนกาแฟจากที่อื่นมา เมื่อก่อนขนเฉพาะกลางคืน แต่เดี๋ยวนี้ขนทั้งวันทั้งคืน

              เราพยายามรับผลผลิตที่มีคุณภาพจากที่อื่นให้ได้ถึง 30% แต่ตอนนี้เรายังทำได้ไม่ถึง ผลผลิตปีนี้ทำได้ประมาณ 500 ตัน ปีหน้าคาดว่าจะทำได้แค่ 1,000 ตัน และอีก 3 ปีบนนี้ผลิตได้ไม่ต่ำกว่า 5,000 ตัน ตอนนี้เก็บเกี่ยวจากพื้นที่เพาะปลูก 6,000 -7,000 ไร่ แต่พื้นที่ที่ขยายการเพาะปลูกกว่า 20,000 ไร่ และกำลังขยับไปยังพื้นที่ใกล้เคียงหลายหมู่บ้าน ที่เราพร้อมจะสนับสนุนให้เป็นกาแฟออร์แกนิคและแฟร์เทรดทุกพื้นที่ เราขอแค่นี้ ขอให้เกษตรกรเข้มแข็ง เขาจะอยู่กินดี เพียงแต่เราไปช่วยต่อยอดเท่านั้น  ถามว่ามีพืชตัวไหนบ้างที่ปลูกแล้วเกษตรกรมีรายได้ 4-5 หมื่นบาทต่อไร่ ต้องถามว่าในประเทศไทยมีพืชตัวไหนบ้างที่ทำได้เช่นนี้ ปลูกฝิ่นยังไม่ได้เลย เราต้องการช่วยตอบสนองเขาให้ได้ เพราะเรามองความมั่นคงของเกษตรกร

             
ดังนั้น การสร้างชุมชนเข้มแข็งขึ้น  ถ้าเริ่มสักหนึ่งหมู่บ้านก่อน อาจจะเป็นอะไรก็ได้ อาจจะไม่ใช่กาแฟ (แต่พื้นที่ตรงนี้เราเห็นกาแฟ เราเข้าไปสื่อให้เขาเพาะปลูกกาแฟให้ดีที่สุด) เสร็จแล้วส่งผลผลิตมาที่ส่วนกลางที่ได้งบสนับสนุนจาก อบต. หรือจังหวัด แค่นี้พอแล้ว ทุกคนส่งของเข้ามา จดบัญชีเอาไว้ว่าใครส่งมากี่กิโลกรัม แปรรูปจนเสร็จ พอรวมป็นองค์กรขนาดนั้นก็มีปริมาณ แล้วติดต่อบริษัทไหนก็ได้ มีอำนาจต่อรอง ยกไปขายทั้งหมด นั่นเป็นระบบหนึ่ง  หรือวันหนึ่งที่เข้มแข็งพอ ก้าวไปอีกระดับคือแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มด้วย แบบนั้นก็ไม่ยาก ผมว่าใครๆ ก็อยากช่วยชุมชนเล็กๆ ให้โต สมมติ เชนโรงแรมนี้ต้องใช้กาแฟจำนวนหนึ่ง เชนหนึ่งมีหลายโรงแรม หากหมู่บ้านหนึ่งสามารถผลิตป้อนโรงแรมได้สักเชนหนึ่ง โรงแรมนั้นนี้ก็มีหน้ามีตาว่าเขามาสนับสนุนชุมชน ซึ่งสามารถสื่อในแง่การตลาดได้ และชุมชนนั้นไม่ต้องไปวิ่งขายคนอื่นเลย ส่วนใหญ่เชนจากเมืองนอกเขาต้องการจะใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศนั้น โดยเฉพาะกาแฟ และประเทศไทยผลิตได้ดีด้วยถ้าจะส่งเสริม คนที่จะเข้ามาส่งเสริมต้องมีวิสัยทัศน์กว้างไกลพอ ไม่ใช่บอกว่าคนนั้นทำได้ตัวเองก็เลยจะทำด้วย มันคนละเรื่อง อีกอย่างพอธุรกิจโต คนโน้นไปติดต่ออย่าง คนนี้ไปติดต่ออย่าง จะเป็นเบี้ยหัวแตกหมด และสงครามราคาเกิดขึ้นทันทีในชุมชน แต่ถ้ารวมตัวกันได้ ชุมชนเข้มแข็ง ผู้นำเข้มแข็ง แค่เชนโรงแรมเดียวเขาก็มีความต้องการเยอะ 50-100 ตันต่อปี โรงแรมก็ปลอดภัยเพราะมีซัพพลายเพียงพอ และโรงแรมสามารถสื่อกับลูกค้าได้ว่า กาแฟทุกแก้วที่คุณดื่มมาจากชุมชนนี้นะ หมู่บ้านนี้นะ มาจากพี่น้องชาวเขาเผ่านั้น เผ่านี้ ที่นั่นที่นี่นะ เงินจะกลับเข้าสู่หมู่บ้านทั้งหมด

 

 


 
                
 
ติดริบบิ้นสีดำให้กับเว็บไซต์ เพื่อถวายความอาลัย